ทำอย่างไรเมื่อสงสัยว่าลูกอาจมีภาวะพัฒนาการช้าหรือออทิสติก

สำหรับพ่อแม่หลายคน การเห็นลูกเติบโตไม่ทันเพื่อนวัยเดียวกันอาจเป็นความรู้สึกที่หนักใจไม่น้อย ทั้งเรื่องการพูดช้า ไม่ค่อยสบตา หรือดูเหมือนอยู่ในโลกของตัวเอง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าเพิ่งกังวลเกินไป เพราะ การสังเกตเร็ว = โอกาสทอง (Early Detection) ที่จะช่วยให้การดูแลและฝึกพัฒนาการได้ผลดีขึ้นมากกว่าการรอให้ลูกโตก่อนค่อยแก้ 

ในวันนี้เราจึงขอพาไปดูสัญญาณเตือนสำคัญ และแนะนำสิ่งที่ควรทำทันที พร้อมเปิดมุมมองทางเลือกใหม่ๆ ในการฟื้นฟูสำหรับ เด็กที่พัฒนาการช้า และเด็กที่มีภาวะออทิสติก

เช็กด่วน! สัญญาณเตือนภาวะพัฒนาการช้าและออทิสติก

แต่ละวัยของเด็กจะมีเกณฑ์พัฒนาการที่แตกต่างกัน แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นอาการเหล่านี้ในลูกน้อย ควรเริ่มให้ความสนใจ

  • ด้านการสื่อสาร – เรียกชื่อแล้วลูกไม่หันมาสบตา ดูเหมือนจะไม่ได้ยินหรือไม่สนใจ พูดช้ากว่าเกณฑ์ปกติ หรือบางทีพูดแต่คำที่เราฟังไม่รู้เรื่อง เหมือนมีภาษาของตัวเอง
  • ด้านสังคม – ลูกไม่ค่อยเล่นกับเพื่อนวัยเดียวกัน ชอบอยู่คนเดียว ไม่ชี้หรือชวนคุณพ่อคุณแม่ให้ดูของที่น่าสนใจ หรือไม่ค่อยแสดงความรู้สึกตอบสนองกับคนรอบข้าง
  • ด้านพฤติกรรม – ทำอะไรซ้ำๆ อย่างเดียวกัน เช่น เรียงของเล่นเป็นแถว หมุนล้อรถไปเรื่อยๆ หรือมีความยึดติดกับกิจวัตรเดิมๆ จนเปลี่ยนแปลงไม่ได้ บางทีอาจมีพฤติกรรมกระตุ้นตัวเอง เช่น สะบัดมือ หมุนตัว หรือโยกตัวไปมา

สัญญาณเหล่านี้ไม่ใช่ข้อสรุปว่าเด็กต้องเป็นออทิสติก แต่เป็น สัญญาณเริ่มต้น ที่บ่งบอกว่าควรได้รับการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ

3 สิ่งที่พ่อแม่ควรทำทันที “ไม่ต้องรอ”

  1. จดบันทึกพฤติกรรม 
    ลองถ่ายคลิปวิดีโอตอนที่ลูกกำลังเล่น หรือตอนที่ลูกมีพฤติกรรมที่คุณสังเกตเห็น เพราะการให้หมอดูภาพจริงจะช่วยให้วินิจฉัยได้แม่นยำกว่าการเล่าปากเปล่า
  2. ปรึกษาแพทย์ 
    อย่าเพิ่งเชื่อคำพูดแบบ “เดี๋ยวก็พูดเอง” หรือ “รอไปก่อนอีกสักพัก” แนะนำให้พาลูกไปปรึกษาเรื่องพัฒนาการกับแพทย์โดยเร็วที่สุด การตรวจเร็วจะช่วยให้เราเข้าใจอาการของลูกและเริ่มช่วยเหลือได้ทันท่วงที
  3. กระตุ้นพัฒนาการ
    สามารถทำได้ทันทีที่บ้านโดยไม่ต้องรอให้ลูกโตขึ้น หรือรอจนเข้าโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถส่งเสริมพัฒนาการของลูกได้ผ่านสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การเล่น หรือการดูแลกิจวัตรประจำวัน

“Early Intervention” หัวใจสำคัญของการรักษา

ช่วงอายุ 0-5 ปี เป็นช่วงที่สมองเด็กมีความยืดหยุ่นสูงมาก (Neuroplasticity) ทำให้การฝึกกระตุ้นพัฒนาการ เช่น ฝึกพูด กิจกรรมบำบัด หรือการฝึกทักษะสังคม ได้ผลดีเป็นพิเศษ การเริ่มต้นเร็วช่วยลดความเสี่ยงของความล่าช้าระยะยาว และช่วยให้เด็กรับการฝึกอื่น ๆ ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทางเลือกใหม่ในการฟื้นฟูสมองและการเรียนรู้

นอกจากการฝึกพฤติกรรมแบบดั้งเดิม ปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วย กระตุ้นสมองโดยตรง เพื่อเสริมการทำงานของสมองในด้านสมาธิ การตอบสนอง และความพร้อมในการเรียนรู้ เหมาะสำหรับเด็กที่พัฒนาการช้า หรือเด็กที่ต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติมอย่างปลอดภัยภายใต้การดูแลของแพทย์

ฟื้นฟูสมองลูกน้อยด้วยโปรแกรม NeuroBridge TMS ที่ InterRehab Clinic

ที่ InterRehab Clinic เราเชื่อว่าทุกการพัฒนา “เริ่มต้นได้จากสมอง”  ทีมแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู ร่วมกับนักกายภาพบำบัดและนักกิจกรรมบำบัด ได้ออกแบบโปรแกรมเฉพาะบุคคล เพื่อเสริมพัฒนาการด้านภาษา สมาธิ การควบคุมอารมณ์ และการเรียนรู้ให้กับเด็กแต่ละคน ด้วยเทคโนโลยีที่ปลอดภัย และแนวทางบูรณาการครบวงจร

โปรแกรมกระตุ้นสมองเฉพาะบุคคลของเรา InterRehab NeuroBridge  ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับพัฒนาการและความต้องการเฉพาะตัวของเด็กแต่ละคน โดยผสมผสานกิจกรรมบำบัด การกระตุ้นประสาทสัมผัสด้วยห้อง Multisensory Room และทางเลือกการรักษา เทคโนโลยีกระตุ้นสมอง

  • ConnectUp – สำหรับเด็กออทิสติก ที่มีอาการไม่พูดหรือไม่สบตา เน้นกระตุ้นสมองส่วนภาษาและการสื่อสาร เพื่อเสริมพัฒนาการด้านโต้ตอบกับคนรอบข้าง
  • FocusMind – สำหรับเด็กสมาธิสั้นที่มีปัญหาเรื่องการจดจ่อหรือควบคุมอารมณ์ มุ่งเน้นฝึกสมาธิ การรอคอย และการควบคุมตัวเอง ด้วยเทคนิคกระตุ้นสมองที่ปลอดภัย
  • LearnUp – สำหรับเด็กที่พัฒนาการช้า หรือมีปัญหาการเรียนรู้ ช่วยเสริมพื้นฐานด้านการคิด การเขียน การจำ และความเข้าใจคำสั่งให้ดีขึ้น

ทุกโปรแกรมเริ่มต้นด้วยการ ประเมินโดยแพทย์เฉพาะทาง เพื่อวางแผนการดูแลแบบเฉพาะบุคคล เพื่อให้เด็กแต่ละคนได้รับการดูแลที่เหมาะสม และเติบโตอย่างมั่นใจในแบบของตัวเอง

สนใจปรึกษาแพทย์หรือดูรายละเอียดโปรแกรม NeuroBridge TMS เพิ่มเติม คลิกที่นี่

Scroll to Top